ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อชุมชน และวิชาการดอทคอม www.pttplc.com


                คุณเคยคิดไหมว่าถ้าสักวันหนึ่งเราเปิดไฟไม่ติด น้ำไม่ไหล ไม่มีน้ำมันเติมรถ ไม่มีก๊าซหุงต้ม อากาศร้อนสุดๆ มีแอร์แต่ไม่มีไฟ ฯลฯ แล้วเราจะอยู่กันได้อย่างไร?

storyZeroCarbon

               ทุกวันนี้เรามีชีวิตที่สุขสบายได้ด้วยสรรพสิ่งที่ล้วนต้องใช้พลังงาน (ทั้งทางตรงและทางอ้อม) ซึ่งพลังงานในโลกนี้มีอยู่ 2 ประเภทที่นำมาใช้ได้คือ

               พลังงานที่ใช้แล้วหมดไปหรือพลังงานฟอสซิล ได้แก่ น้ำมัน รวมทั้งหินน้ำมัน ทรายน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ใช้แล้วหมดไปและหามาทดแทนไม่ทันการใช้ พลังงานนี้มักอยู่ใต้ดิน ถ้าไม่ขุดขึ้นมาใช้ตอนนี้ก็เก็บไว้ให้ลูกหลานใช้ได้ในอนาคตจึงเรียกเป็นพลังงานสำรองด้วย

               พลังงานหมุนเวียน คือพลังงานที่ใช้ไม่หมด หรือสร้างขึ้นทดแทนได้ เช่น วัตถุดิบจากพืชและสัตว์ ไม้ แกลบ ชีวมวล (มูลสัตว์และก๊าซชีวภาพ) น้ำ (จากเขื่อนใช้ผลิตไฟฟ้า) แสงอาทิตย์ (ใช้เซลล์แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าได้) ลม (ใช้กังหันลมผลิตไฟฟ้า) และคลื่น (แรงกระแทกใช้กังหันหมุนผลิตไฟ) เป็นต้น

               ดูเหมือนโลกเรามีพลังงานมากมายให้เลือกใช้ แต่ที่ผ่านมาเรากลับใช้ “พลังงานที่ใช้หมดไป” เป็นหลักสำหรับประเทศไทยกระทรวงพลังงานคาดว่าในปี 2556การใช้พลังงานโดยรวมเกือบทุกประเภทจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.4 % เมื่อเทียบกับปี 2555 คุณทราบไหมว่าประเทศไทยใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG) เกือบ 7.7 ล้านตันต่อปี ใช้น้ำมันเบนซินกับวันละ 21.9 ล้านลิตร ใช้น้ำมันดีเซลวันละ 57.4 ล้านลิตร นับเป็นปริมาณมหาศาลที่ใช้หมดภายในวันเดียวทั้งๆ ที่กว่าจะกลายเป็นน้ำมันและก๊าซให้เราใช้ต้องสะสมนานนับล้านๆ ปี

hi600

               จากการสำรวจแหล่งพลังงานภายในประเทศของกรมทรัพยากรธรณีเมื่อปี 2540 พบว่าหากเรายังคงใช้พลังงานในอัตราเท่าปัจจุบัน ประเทศไทยจะมีพลังงานสำรองของถ่านหินลิกไนต์ใช้ได้อีกไม่ถึง 30 ปี ก๊าซธรรมชาติใช้ได้อีกราว 20 ปี ซึ่งในแต่ละปีเราต้องนำเข้าเชื้อเพลิงต่างๆ เป็นเงินมหาศาลและจากพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือยของคนไทยในปัจจุบัน ทำให้พลังงานสำรองของประเทศอาจจะหมดลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

               พลังงานที่สูญเสียและสิ้นเปลืองส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการใช้ของเราทุกคน ใช้โดยไม่รู้ ใช้โดยไม่ได้คำนึงถึงคุณค่าใช้ไม่ถูกต้อง และใช้ไปตามความเคยชิน มาดูกันว่าในชีวิตประจำวันของเรามีอะไรที่ควรช่วยกันแก้ไขเพื่อสงวนพลังงานให้มีใช้ตราบรุ่นลูกหลาน

การใช้ไฟฟ้า : สาเหตุหลักของการสูญเสียคือ เปิดทิ้งไว้แม้ไม่ได้ใช้งาน ขนาดของเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่เหมาะสม ขาดการบำรุงรักษา ตัวอย่างเช่น

               -  เลิกนิสัยเปิดเครื่องไฟฟ้าโดยไม่จำเป็น                -  ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดเมื่อเลิกใช้งานและพักเที่ยงถอดปลั๊กออกทุกครั้งเพราะจะมีไฟหล่อเลี้ยงอุปกรณ์ภายในตลอดเวลาทำให้เปลืองไฟ                -  ควรเปิดไฟเฉพาะบริเวณที่ใช้งานหรือหลีกเลี่ยงต่อการเกิดอันตรายเปลี่ยนใช้หลอดประหยัดไฟ เพราะใช้พลังงานน้อยกว่าแต่ให้ความสว่างมากกว่า หลอดตะเกียบจะประหยัดไฟมากกว่าหลอดไส้ถึง 80 %                -  เลือกและใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น โทรทัศน์ยิ่งขนาดใหญ่ยิ่งกินไฟมาก เติมน้ำในกาต้มน้ำไฟฟ้าให้พอดีกับที่จะใช้ และเลือกเครื่องใช้ที่มีฉลากประหยัดไฟ                -  ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 – 28°c จะประหยัดไฟได้ 15 – 20 %                -  เลิกนิสัยเปิด – ปิดตู้เย็นบ่อยๆ เพราะความร้อนจากข้างนอกไหลเข้าตู้เย็น ทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักมากขึ้น

203576

►การใช้เชื้อเพลิง : ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

               -  เลือกใช้รถยนต์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ใช้ในเมืองควรใช้รถเครื่องยนต์ขนาดเล็ก                -  ไปทางเดียวกันนั่งรถไปพร้อมกันหลายๆ คน                -  วางแผนการเดินทาง เส้นทางลัด หรือเดินทางช่วงที่ไม่ใช่เวลาเร่งด่วน                -  ขับรถเท่าที่จำเป็น หากจุดหมายอยู่ใกล้ควรเลือกเดินเท้า ปั่นจักรยาน และจัดการธุระให้เสร็จในคราวเดียวที่ขับรถออกไป                -  ลดน้ำหนักรถด้วยการเอาของไม่จำเป็นออก อย่าใส่ทุกอย่างไว้ในรถ และการตกแต่งตัวถังรถ เช่น ติดสปอยเลอร์ สเกิร์ตรอบคัน จะเพิ่มน้ำหนักโดยไม่จำเป็น การเพิ่มน้ำหนักรถเกิน 50 กิโลกรัม จะมีผลให้ระยะทางที่วิ่งได้ต่อน้ำมัน 1 ลิตรสั้นลง 1 กิโลเมตร                -  เติมลมยางให้เหมาะสม เพราะถ้าลมยางอ่อนเกินไปทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น                -  ใช้เชื้อเพลิงที่ค่าออกเทนเหมาะสมกับรถ โดยศึกษาจากคู่มือที่ติดมากับรถ

               คุณอาจจะคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่แท้จริงแล้วหากทุกคนตระหนักมีจิตสำนึกถึงการประหยัด ปรับนิสัยเล็กๆน้อยๆ ใส่ใจรายละเอียดในชีวิตประจำวันที่ก่อให้เกิดการสูญเสียพลังงานโดยไม่จำเป็น ก็จะช่วยชะลอการสูญเสียพลังงานได้มหาศาลและคงมีไว้ให้คนรุ่นต่อไปได้มีใช้

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อชุมชน และวิชาการดอทคอม www.pttplc.com 


sentang1           คุณเดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ จังหวัดสุพรรณบุรี คนไทยตัวอย่างที่ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติมาแล้วนับไม่ถ้วนตลอดเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา เพราะใช้หลักความพอเพียงดำเนินชีวิตและมุ่งพัฒนาเกษตรแบบยั่งยืนด้วยวิถีแห่งพุทธ ซึ่งในปี 2555 นี้ เขาเพิ่งได้รับรางวัลมาอีกไม่น้อยกว่าสองรางวัล เช่น รางวัลเกียรติยศ คนค้นคน อวอร์ด ครั้งที่ 3 และรางวัลชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ ครั้งที่ 9

            คุณเดชาจบจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดั้งเดิมครอบครัวมีกิจการทั้งโรงสี ฟาร์มสัตว์ และเป็นเจ้าของที่ดินในจังหวัดสุพรรณบุรี เขาเคยช่วยกิจการของที่บ้านอยู่ระยะหนึ่ง แต่หลังจากได้บวชที่วัดสวนโมกข์ จึงได้ซึมซับคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ นำมาซึ่งจุดเปลี่ยนของชีวิต หลังจากสึกออกมาเขาไม่ยอมรับมรดกใดๆ จากครอบครัว แต่กลับไปใช้ชีวิตแบบพอดีและมุ่งมั่นทำงานเพื่อการพัฒนาอย่างจริงจังโดยผ่านงานมาหลายองค์กร ในที่สุดเขาก็ได้ค้นพบเป้าหมายที่แท้จริงของตนเอง

            “ทุกสิ่งทุกอย่างมีความเชื่อมโยงกัน ถ้าเราอยากมีความสุข เราเอาตัวรอดคนเดียวไม่ได้ เราต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี สังคมที่ดี ทุกอย่างควรสมบูรณ์แบบไปด้วยกัน เราต้องเข้าใจธรรมชาติ ถ้าเราทำร้ายธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะทำร้ายเรา” จากแนวคิดนี้คุณเดชาเห็นปัญหาทางสังคมรอบตัวของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาชาวนาไทย หากชาวนาผู้ปลูกข้าวให้กินมีทุกข์แล้ว เขาจะเป็นสุขไปได้อย่างไร

            “ผมเห็นว่าความทุกข์ของชาวนามาจากปัญหาหนี้สิน จากค่าใช้จ่ายต่างๆ ยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ยเคมี ค่าแรง เครื่องจักร ฯลฯ ดังนั้นเป้าหมายก็คือการปลดหนี้และปลูกข้าวโดยไม่ต้องพึ่งยาฆ่าแมลง คืนสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยจากสารเคมี เรียกว่า “การทำเกษตรแบบยั่งยืน” และเป็นกุญแจสำคัญของการแก้ปัญหาทำอย่างไรให้ชาวนาลด ละ เลิกใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่า” นี่เองคือที่มาของการก่อตั้งองค์กรพัฒนาเอกชน “มูลนิธิข้าวขวัญ” ขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 ที่ ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี โดยมีพื้นที่ปฏิบัติงานในสุพรรณบุรี 4 อำเภอ และยังทำงานร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศกว่า 50 เครือข่าย

22072010098

            เป้าหมายสำคัญของมูลนิธิข้าวขวัญก็เพื่อให้เกษตรกรมีกระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆ และนำความรู้ดั้งเติมมาใช้ประโยชน์อย่างบูรณาการ สร้างการเกษตรที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ ลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก พึ่งตนเองได้ สานเครือข่ายผู้ผลิตและผู้บริโภคให้เห็นคุณค่าความสำคัญของสุขภาพและสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบเกษตรกรรมและพัฒนาวิถีชีวิตที่เป็นสุขอย่างรอบด้าน โดยมูลนิธิข้าวขวัญทำหน้าที่เป็นผู้ส่งเสริมองค์ความรู้เกษตรอินทรีย์ พัฒนาสายพันธ์พืชและสร้างเครือข่ายรองรับผลผลิตให้กลุ่มชาวนา โดยระยะแรกมูลนิธิฯ ได้เน้นไปที่การเปลี่ยนวิธีคิดของชาวนาจากความยึดมั่นว่า การปลูกข้าวจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี ให้มาเห็นคุณค่าความสำคัญของการปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์แทน โดยผ่านการจัดตั้ง “โรงเรียนชาวนา” เพื่ออบรมชาวนาในการจัดการศัตรูพืชโดยชีววิธีการปรับปรุงดินโดยไม่ใช้สารเคมีแต่เน้นชีวภาพ และพัฒนาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับเกษตรอย่างยั่งยืน เน้นการทำงานทบทวนร่วมกันกับชาวนาจนเกิดเป็นความรู้ใหม่ๆ ที่ได้จากการปฏิบัติจริงและชาวนาได้นำองค์ความรู้นี้ขยายผลไปปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ในวงกว้างออกไป

khaokwan00

            ผลจากการทำงานมานานนับปี วันนี้มูลนิธิข้าวขวัญได้ร่วมมือกับเครือข่ายตลบวงจร ทั้งสมาคมโรงสีข้าวจังหวัดสุพรรณบุรี สภาอุตสาหกรรมพ่อค้าจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้บริโภค ชาวนา ตลอดจนหน่วยงานของรัฐในจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดตัว “ข้าวขวัญสุพรรณ” ข้าวเกษตรอินทรีย์แบรนด์เฉพาะถิ่นของจังหวัดสุพรรณบุรีที่ได้รับการพัฒนาพันธุ์ข้าว โดยการผสมพันธุ์ระหว่างข้าวพันธุ์พื้นเมืองและข้าวนาปรังเพื่อปลูกในนาปรัง โดยผ่านการทดสอบปลูกจากทั้งหมด 5 สายพันธุ์ 187 ตัวอย่าง รวมทั้งมีการจัดเวทีทดสอบคุณภาพการหุงต้มให้ชิม เพื่อคัดเลือกข้าวที่อร่อยและคุณภาพดีในที่สุดจึงได้ข้าวที่ผ่านการคัดเลือกสุดยอดคุณภาพออกมา 3 พันธุ์ คือ ขาวตาเคลือบ 37 เจ๊กเชยเบา 21 และเหลืองอ่อน 13 โดยใช้ชื่อทางการค้าว่าข้าวขวัญสุพรรณ ข้าวทั้ง 3 พันธุ์นี้เป็นพันธุ์ที่เหมาะกับการปลูกโดยมูลนิธิข้าวขวัญกับระบบเกษตรอินทรีย์ต้านทานโรค ให้ผลผลิตสูง รสชาติอร่อย

            และนี่คือผลผลิตจากความมุ่งมั่นของคุณเดชา ศิริภัทร ในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แบบยั่งยืน ตอบสนองวิถีชีวิตที่เป็นสุขอย่างรอบด้าน ทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเพื่อชาวสุพรรณบุรีอย่างแท้จริง

               บนโลกของเรานี้มีสัตว์หลายชนิดที่มีความสามารถในการเรียนรู้และจดจำได้ดีอย่างคาดไม่ถึง   โดยมีผลวิจัยออกมาแล้วว่า  สัตว์ในตระกูลเลี้ยงลูกด้วยนมที่เรารู้จักกันดีอย่าง “โลมา” เป็นสัตว์ที่มีความจำดีเป็นเลิศกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ !!

โลมา 02

               โลมา  สัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายปลา  แต่ไม่ใช่ปลา  เพราะเป็นสัตว์ที่มีรกและออกลูกเป็นตัว  จึงถูกจัดอยู่ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  ทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ที่มีความเฉลียวฉลาดมาก  โดยสมองของโลมามีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับลำตัว  ซึ่งล่าสุดนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโก  ได้วิจัยแล้วว่า  โลมาสามารถมีความจำได้ยาวนานมากถึง 20 ปี !!

               โดยงานวิจัยนี้ได้ทดลองกับโลมาปากขวดชื่อ “เบลีย์” (Bailey) และ “อัลลี่” (Allie)  ซึ่งโลมาสองตัวนี้เคยอยู่ด้วยกันในสถานที่เลี้ยงโลมาในรัฐฟลอริดา  แต่ต่อมาโลมาทั้งสองนี้ได้ถูกแยกออกจากกัน  โดยโลมาเบลีย์ถูกย้ายไปอยู่ที่เมอร์บิวดา  ส่วนโลมาอัลลี่ก็ถูกย้ายไปอยู่สวนสัตว์ Brookfield ในชิคาโก 

โลมา 01

               นักวัจัยได้ทดลองอัดเสียงของโลมาอัลลี่และโลมาอื่น ๆ อีกหลายตัว  และนำเสียงของโลมาที่อัดมาทั้งหมดมาเปิดให้โลมาเบลีย์ฟัง  ปรากฎว่าเมื่อโลมาเบลีย์ได้ยินเสียงของโลมาอัลลี่ก็แสดงความความสนใจและว่ายวนเข้ามาที่ลำโพง  เพื่อหาแหล่งที่มาของเสียง  ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่แสดงว่า  โลมาเบลีย์สามารถจดจำเสียงของโลมาอัลลี่ได้  แม้โลมาทั้งสองจะถูกแยกย้ายจากกันมากว่า 20 ปีแล้วก็ตาม  ซึ่งนักวิจัยได้ลองทำการทดลองนี้กับโลมาคู่อื่น ๆ ด้วย ซึ่งก็ให้ผลการทดลองในทำนองเดียวกัน

              ก่อนหน้านี้ได้มีงานวิจัยออกมาว่า  เสียงร้องของโลมานั้นเป็นเสียงที่มีจังหวะเฉพาะของเป็นตัวเอง   เหมือนเช่นมนุษย์ที่มีชื่อเรียกเฉพาะตัวเช่นกัน  นอกจากนี้ยังพบว่าโลมาจะขานรับเมื่อได้รับสัญญาณเรียกจากเพื่อนในฝูงด้วย (อ่านบทความ “เจ้าโลมากับชื่อเฉพาะของตัวเอง”     เพิ่มเติมได้ที่ : http://vcharkarn.com/vnews/447293)

โลมาปากขวด

               โลมามีความสามารถด้านการจดจำได้ดี  อาจเป็นเพราะสมองของโลมานอกจากมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัวแล้ว  ภายในยังมีความซับซ้อนอีกด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "โลมาปากขวด"  ซึ่งถือว่ามีขนาดของสมองใหญ่เป็นอันดับสองรองจากมนุษย์เลยทีเดียว  อีกทั้งสมองส่วนซีรีบรัม ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ทำหน้าที่ด้านการจำและการเรียนรู้  ก็มีขนาดใหญ่มาก  เป็นศูนย์รวมของประสาทการรับกลิ่น  การมองเห็น  และการได้ยินอีกด้วย  

               และนอกจากโลมาจะเป็นสัตว์ที่มีความจำดีแล้ว  สัตว์บกที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีขนาดให่ญ่ที่สุดอย่าง “ช้าง”  ก็ถือเป็นสัตว์ที่มีความจำดีเช่นกัน

ช้าง1

                ในภาษาอังกฤษมักมีคำพูดเปรียบเปรยที่ว่า  “Have a memory like an elephant”   ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบว่า มีความจำดีเหมือนเช่นกับช้าง  ดังเช่นเราอาจเคยเห็นการแสดงของช้าง อย่างการทำเสียงดนตรี  วาดรูปศิลปะ หรือเล่นกับอุปกรณ์ต่าง ๆ  ทั้งนี้เป็นเพราะช้างเป็นสัตว์ที่มีความเฉลียวฉลาด  สามารถเรียนรู้และจดจำได้ดี  

ช้าง2

               โดยโครงสร้างและความซับซ้อนของสมองช้างนั้นคล้ายกับสมองมนุษย์    สมองช้างมีรูปแบบการหมุนเวียนที่มีความซับซ้อนและรอยพับมากกว่าสมองมนุษย์  แต่มีความซับซ้อนน้อยกว่าสัตว์ในอันดับวาฬและโลมา   อย่างไรก็ตามเปลือกสมองช้าง หนากว่าเปลือกสมองของอันดับวาฬและโลมา  และเชื่อกันว่ามีเซลล์ประสาทและมีไซแนปส์เท่ากับไซแนปส์ของมนุษย์ซึ่งมากกว่าอันดับวาฬและโลมาอีกด้วย

 

สมองช้าง

ภาพเทียบขนาดสมองของมนุษย์ วาฬนำร่องและช้าง (1)-ซีรีบรัม (1a)-สมองกลีบขมับ และ (2)-ซีรีเบลลัม (ภาพจากวิกิพีเดีย)

               ทั้งโลมาและช้าง ต่างก็เป็นสัตว์ที่มีความจำดีดังที่กล่าวมาแล้ว  แต่ในทางตรงกันข้าม  หากจะพูดถึงสัตว์ที่มีความจำสั้น  เราคงนึกถึง “ปลาทอง”  จนมีคำพูดติดปากที่ว่า “ความจำสั้นเหมือนปลาทอง”  ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่า  แท้จริงแล้ว ปลาทองนั้นความจำสั้นจริงหรือไม่?

ปลาอทง

                นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัยแล้วว่า  ปลาทองเป็นสัตว์ที่มีความจำปกติไม่ต่างกับสัตว์ชนิดอื่น ๆ  ทั้งยังสายตาแหลมคมที่สามารถแยกแยะผู้คนที่มีลักษณะแตกต่างกันได้ด้วย  เช่น  เมื่อปลาทองเห็นเจ้าของหรือคนที่ให้อาหารแก่มันเป็นประจำเดินผ่านไปผ่านมาบริเวณหน้าตู้ปลา  มันก็จะว่างวนไปวนมาเพื่อขออาหารเสมอ ๆ  

                นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Plymouth ประเทศอังกฤษ  ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับความจำของปลา ซึ่งรวมถึงปลาทองด้วย  พบว่า ปลามีช่วงความจำอย่างน้อย 3 เดือน และสามารถเรียนรู้ที่จะแยกแยะความแตกต่างของรูปทรง สี และเสียงได้  นอกจากนี้ เอวา เชส (Ava Chase) นักวิทยาศาสตร์ ยังสามารถสอนให้ปลาทองแยกความแตกต่างของเพลงคลาสสิก และเพลงบลูส์ได้อีกด้วย

O

              ไม่ว่าสัตว์แต่ละชนิดจะมีความจำเป็นเช่นไร  แต่ "ความจำ"  ก็นับเป็นหนึ่งในความสามารถของสมองที่มีอยู่ในตัวสัตว์   และโลกของเรานี้ยังมีสัตว์อีกมากมายหลายชนิดที่ยังไม่ได้ทำการทดลองหรือพิสูจน์  ซึ่งไม่แน่ว่าในอนาคตข้างหน้า  เราอาจจะพบสัตว์ที่มีความจำที่ดีกว่าเจ้าโลมา สัตว์ที่ได้ชื่อว่าความจำดีกว่าสัตว์ชนิดอื่นก็เป็นได้ค่ะ

 

 

อ้างอิง -  http://www.voathai.com/content/dolphin-recognition-nm/1726461.html -  http://th.wikipedia.org/wiki/โลมา -  http://th.wikipedia.org/wiki/ช้าง -  http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9490000153030